-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q : การเคลือบสีรถคืออะไร ทำไมต้องเคลือบสีรถ A: นอกเหนือจากการล้างรถธรรมดาแล้ว สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ขั้นตอนหนึ่งในการดูแลรักษารถยนต์ของเราอย่าง ถูกต้อง คือการเคลือบสีรถภายหลังจากการล้าง ข้อดีในการเคลือบ สีรถยนต์นั้นมีมากมาย ที่เห็นได้อย่างชัดเจนในทันทีคือ ความเงางามอันเกิดจากน้ำยาเคลือบสี ซึ่งแตกต่างกันไปตามคุณภาพ และคุณสมบัติของน้ำยาเคลือบ สีแต่ละชนิด และแต่ละ ยี่ห้อในท้องตลาด ส่วนผลในระยะยาวคือ การที่ยาเคลือบสี มีส่วนช่วยในการปกป้องสีของรถไม่ให้หม่นหมอง แต่แลดูสดใสอยู่เสมอ ขณะเดียวกัน หลังการเคลือบสีแต่ละครั้ง เมื่อน้ำยาเคลือบสีเซ็ตตัวแห้งดีแล้วก็จะกลายสภาพเป็นชั้นฟิลม์อีก layer นึง ที่ช่วยปกป้องผิวสีของรถยนต์ของเราไว้ จากสภาวะแวดล้อม และมลพิษต่างๆ เช่น ออกซิเดชั่นที่เกิดขึ้น ตามท้องถนนในขณะที่มีการใช้งานรถยนต์ในแต่ละวัน เขม่าควัน ฝุ่นละอองต่างๆ ที่จะทำให้สีรถหม่นหมองในอนาคต ยังไม่รวมไปถึง คราบมูลนก ยางไม้ ฝนกรด ฯลฯ อีกมาก เราจึงสังเกตุได้ว่า รถยนต์ที่มีการเคลือบสีรถอยู่่เป็นประจำนั้น จะมีสภาพสีผิว ที่ดูใหม่ สดใสอยู่เสมอ เมื่อเทียบกับรถยนต์สีเดียว รุ่นเดียวหรือปีเดียวกัน โดยที่เราสามารถสังเกตุ เห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน
Q: แว๊กซ์ คืออะไร A: แว๊กซ์ (WAX) ก็คือน้ำยาเคลือบสี ที่เริ่มผลิตขึ้นมาภายหลังการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อตอบคำถามที่ว่า เราจะทำอย่างไรให้รถดูเงางาม สดใส เหมือนใหม่ทุกวันๆ อันจะนำมาซึ่งภาพลักษณ์อันสง่างามของรถยนต์ที่เราใช้ รวมทั้งยังเป็นภาพพจน์ของเราด้วย แว๊กซ์ จึงถูกผลิตขึ้นมา เพื่อเพิ่มเงางามให้กับผิวสี โดยแรกเริ่มเดิมทีแว๊กซ์เคลือบสี รถยนต์ จะมาในลักษณะของขี้ผึ้ง (paste) ในกระปุก เหมาะ สำหรับการเคลือบสีด้วยมือ กระทั่งพัฒนามาเป็นแบบครีม (liquid) ที่สามารถใช้กับเครื่องเคลือบสีได้ในเวลาต่อมา
Q: แว๊กซ์ สำหรับเคลือบสีรถยนต์มีกี่ชนิด A: แว๊กซ์ที่ใช้กับรถยนต์ ในระยะที่ถือกำเนิดขึ้นมาสมัยแรกๆ สกัดจากสารธรรมชาติ โดยส่วนมากมักจะผสมสาร คาร์นูบา ท่ี่สกัดจากยางไม้ในบราซิล ความที่มาในลักษณะของ ขี้ผิึ้ง คนทั่วๆไปในแถบอเมริกาจึงเรียก wax เช่นเดียวกับการเคลือบน้ำยาสำหรับอุปกรณ์ชนิดอื่น ต่อมามีความพยายามในการที่จะแก้ปัญหาของการใช้ คาร์นูบา แว๊กซ์ที่มีข้อจำกัด ของระยะเวลาในการเกาะติดกับพื้นผิวรถยนต์ กล่าวคือ ข้อจำกัดของคาร์นูบา แว๊กซ์นั้น มักจะเกาะติดผิวรถยนต์ได้ไม่ดี และไม่นานพอ ทันทีที่เคลือบสีเสร็จ จอดคลุมผ้าไว้แค่ อาทิตย์สองอาทิตย์ แว๊กซ์แบบคาร์นูบาก็สามารถที่จะระเหยตัวเอง ออกไปในอากาศได้ เวลาต่อมา จึงมีได้มีหลายบริษัท ผู้ผลิตแว๊กซ์รายใหญ่ของอเมริกา พยายามทำลายข้อ จำกัดดังกล่าว โดยการพยายามที่จะผลิตแว๊กซ์ รุ่นใหม่ๆ ออกมามากขึ้น และมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป แว๊กซ์บางประเภท มีโมเลกุลที่เล็กมาก มาพร้อมกับความสามารถในการกลบรอยเล็กๆบนพื้นผิวรถยนต์ให้หายไปได้อย่างแนบเนียน หรือแว๊กซ์บางอย่าง ก็ถูกผลิตขึ้นโดยมุ่งเน้น ให้มีความสามารถในการเกาะติดกับตัวรถยนต์ได้เป็นเวลานานขึ้น ในขณะที่บางประเภทถูกผลิตขึ้นมาโดยมุ่งเน้นไปที่ การป้องกันสภะวะปนเปื้อนต่างๆ หรือมีคุณสมบัติไล่น้ำ ได้เป็นอย่างดี ปัจจุบัน เราจึงเห็นวิวัฒนาการของแว๊กซ์เคลือบสีรถยนต์มากมาย ทั้งแบบที่เรียกตัวเองว่า sealant หรือแบบที่เป็นแว๊กซ์วิทยาศาสตร์ผสมโพลิเมอร์ (polymer base)หรือผสมซิลิโคน (Silicone Base) หรือเน้นส่วนผสมที่เป็นน้ำมัน(oil base) กระทั่งแว๊กซ์แบบที่ใช้นาโนเทคโนโลยีในบางยี่ห้อ แต่ทั้งนี้ล้วนเป็นที่ยอมรับกันว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีในการเคลือบสีรถยนต์จะพัฒนาไปเพียงใด แว๊กซ์ แบบคาร์นูบาก็ยังได้รับการยอมรับในความเงางาม อันเป็นที่สุดอยู่เสมอ และแว๊กซ์แบบคาร์นูบา หลายๆตัวในปัจจุบันล้วนแก้ปัญหาต่างๆที่เคยเกิดขึ้นในอดีตได้หมดแล้ว อาทิ สามารถเกาะติดผิวรถได้นานขึ้น มีประสิทธิภาพการรีดน้ำได้ดี ผิวรถมันลื่น ไม่เหนียวเมื่อเช็ด รวมถึงไม่ทิ้งคราบแป้งขาวไว้เมื่อแว๊กซ์เซ็ทตัวจนแห้งแล้ว เป็นต้น Q: Swissvax เป็น แว๊กซ์ ในกลุ่นใด และแตกต่างจากแว๊กซ์ในท้องตลาดอย่างไร A: ในขณะที่ผู้ผลิตรายอื่นๆ ต่างมุ่งเน้นที่จะพัฒนาแว๊กซ์วิทยาศาตร์ เพื่อแก้ข้อจำกัดของแว๊กซ์แบบเก่าๆ แต่แว๊กซ์แบบใหม่ดังกล่าว ล้วนมีข้อจำกัดในตัวเองด้วยเช่นกัน คือไม่อาจสร้างความเงางาม อย่างถึงที่สุดให้กับผิวรถยนต์ได้ เฉกเช่นแว๊กซ์ธรรมชาติ หากทำได้แค่ให้พื้นผิวรถยนต์แลดูสดใสขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่อาจเทียบเท่ากับคาร์นูบา แบบดั้งเดิมSwissvax ถือเป็นแว๊กซ์ในกลุ่มคาร์นูบา ที่เน้นความเงางาม อย่างถึงที่สุด ทันทีที่คุณเคลือบสีด้วยแว๊กซ์คุณภาพของเรา เสร็จสิ้น คุณจะสามารถสังเกตุได้ถึงราย ละเอียดของเงาบนผิวรถ เส้นสายลายเส้น ที่แสดงขึ้นมาอย่างชัดเจน โดดเด่น เงาบนพื้นผิวมีรายละเอียด ดูฉ่ำ และดูลึก มีมิติ ข้อแตกต่างจากแว๊กซ์อื่นๆในท้องตลาดอีกประการ คือความพิถีพิถันในการผลิต รวมถึงการคัดเกรดเพื่อเลือกใช้คาร์นูบา แว๊กซ์ เกรดดีที่สุดที่มีในท้องตลาด มาผสมกับสารสกัดจากธรรมชาติ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และไม่ทำลายพื้นผิวรถยนต์ รวมถึงอุปกรณ์รถยนต์ทุกชนิด Q: ทำไม Swissvax จึงมีราคาสูงกว่า ผลิตภัณฑ์ยี่ห้ออื่นๆในท้องตลาด A: เราเน้นกรรมวิธีที่เป็นธรรมชาติในการคัดสรร รวมถึงขั้นตอนการทำงาน ทุกกรรมวิธี ล้วนผ่านการผลิตด้วยมืออีกทั้งวัตถุดิบที่ได้รับการคัดเลือกอย่างปราณีตบรรจง เพื่อนำมาใช้ ล้วนแต่เป็นเกรดคัดพิเศษ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพ และ มีคุณภาพสูงที่สุด เป็นความจริงที่ว่า แม้จะมีราคาสูงกว่าผลิตภัณฑ์ยี่ห้ออื่นๆในท้องตลาดอยู่บ้าง แต่หากสอบถามจากผู้ที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ของ Swissvax แล้ว คุณจะได้คำตอบที่ชัดเจน ถึงความแตกต่างที่เห็นได้ชัด โดยเฉพาะในด้านคุณภาพและความคุ้มค่า กับจำนวนเงินที่คุณลงทุนไป เพื่อรถยนต์ที่คุณรัก
Q: การเคลือบสีแต่ละครั้ง อยู่ได้นานแค่ไหน ควรเคลือบสีบ่อยขนาดไหน A: ขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำยาเคลือบสีนั้นๆ และการดูแลรักษาในครั้งต่อไป กล่าวคือถ้าเป็นคาร์นูบา แว๊กซ์ ทั่วๆไป - จะสามารถอยุ่ได้ประมาณไม่เกินสามอาทิตย์แว๊กซ์ประเภท sealant หรือ polymer base - ตามทฤษฏีอยู่ได้หลายอาทิตย์ถึงสองหรือสามเดือนSwissvax - สามารถอยู่ได้ถึงสามเดือนแต่ทั้งนี้ ล้วนเกิดจากการทดสอบในภาวะอากาศในต่างประเทศ คำแนะนำสำหรับสภาวะอากาศแบบในบ้านเราคือ เคลือบสีให้ได้อย่างน้อยเดือนละครั้งหรือสองครั้ง ยิ่งเป็นการดีที่สุด โปรดระลึกไว้ว่า ยิ่งเคลือบบ่อย ย่ิงเป็นผลดีกับตัวรถ โดยไม่มี ข้อเสียใดๆทั้งสิ้น และโปรดจำไว้เสมอ ไม่ว่าแว๊กซ์ตัวที่คุณใช้ จะระบุในคู่มือว่ามีอายุการใช้งานและปกป้องผิวรถได้นานแค่ไหน ก็ไม่สำคัญเท่ากับ ครั้งต่อไปคุณล้างรถอย่างไร แน่นอนว่า หากคุณเคลือบสี แล้วเลือกเข้าไปล้างในสถานที่มาตรฐานต่ำ ใช้แชมพูล้างรถที่มีส่วนผสมของ detergent ต่อให้ใช้แว๊กซ์ดีราคาแพงแค่ไหน ก็คงไม่สามารถเกาะติด รถต่อไปได้ เพราะ detergent ซึ่งมีส่วนผสมของสารซักฟอก ที่ทำลายแว๊กซ์บนผิวรถจนหมดสิ้นนั่นเอง Q: รถยนต์ที่ใช้มาหลายปี ไม่เคยได้รับการดูแลเลย สามารถฟื้นฟูสภาพให้กลับมาใหม่ได้เหมือนเดิมหรือไม่ A: สามารถทำได้ ไม่รวมถึงในกรณีที่ต้องทำสีใหม่ แต่หากไม่มีปัญหาเรื่องผิวสี เราเพียงแต่ทำการปรับสภาพพื้นผิวให้สมบูรณ์ที่สุดก่อน ซึ่งต้องพิจารณาเป็นกรณีไป เช่นหากรถของคุณมีรอยขนแมว ก็ต้องเข้ารับการบำบัด โดยการขัดเพื่อลบรอยขนแมวก่อน หรือหากเป็นรถสีเข้มที่มีร่องรอยของริ้วแสง หรือคราบต่างๆบนพื้นผิวรถยนต์ ก็ควรได้รับการขัดเพื่อปรับสภาพผิวให้สมบูรณ์ที่สุดก่อน จากนั้นจึงค่อยเริ่มทำการเคลือบสีเพื่อการบำรุงรักษาต่อไป โปรดจำไว้ว่าหากพื้นผิวรถยนต์ไม่ดีมาตั้งแต่แรกแล้ว ทำยังไงก็ไม่อาจเรียกหาความเงางามให้ปรากฏบนผิวรถคุณได้ ลงยาเคลือบแพงแค่ไหน ก็ไม่เงาเท่าที่ควร แต่หากพื้นผิวรถยนต์มีการบำรุงรักษาดีมาตั้งแต่ต้นแล้ว แค่เคลือบน้ำยาบางๆ แค่ครั้งเดียว ก็เงาฉ่ำได้ Q: รอยอะไรบนผิวรถยนต์ที่สามารถลบได้บ้าง และรอยอะไรที่ลบไม่ได้ A: รอยที่ลบได้ มักเกิดขึ้นแค่บนผิวชั้นบนสุด ซึ่งเป็นชั้นสีใส (clear coat) เช่นรอยขีดข่วนบางๆ ที่ไม่เข้าถึงสีชั้นในหรือสีโป๊ว (Primer layer) รอยที่เกิดจากการเกาะตัวจากปัจจัย ภายนอก เช่น มูลนก ยางไม้ ละอองสี เขม่ารอยหมองต่างๆ หรือยางมะตอย คราบน้ำมันต่างๆ ที่ติดมาไม่นาน รอยที่ลบไม่ได้ อาทิ รอยกาวต่างๆ น้ำมันเบรค หรือสารละลายและสาร ปนเปื้อนชนิดรุนแรง รอยหินกระเด็นที่สามารถมองเห็นเนื้อสีชั้นใน เป็นต้น Q: ขั้นตอนในการเคลือบสีที่ถูกต้องที่สุด เมื่อใช้ Swissvax มีอะไรบ้าง A: ผลิตภัณฑ์ของ Swissvax ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายที่สุด ทำเองได้ที่บ้าน ขั้นตอนต่างๆ จึงมีเพียงแค่- การลูบดินน้ำมัน หรือการทำ rubber care ภายหลังจากการล้างรถ เพื่อปรับสภาพพื้นผิวให้สะอาด- การทำความสะอาดผิวด้วย Cleaner Fluid ซึ่งเป็น Treatment ทำความสะอาดผิวรถ หลังจากการเช็ดแห้งแล้ว เพื่อเตรียมสภาพผิวให้พร้อม ก่อนการเคลือบสี เคลือบสีด้วย แว๊กซ์คุณภาพสูงของ Swissvax ที่เราแนะนำให้คุณลงยาเคลือบด้วยมือจนทั่วทั้งคัน แล้วทิ้งไว้ประมาณ 15นาที จึงค่อยเช็ดออกด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์คุณภาพสูง หากต้องการให้ได้ผลดีที่สุด ควรตากแดดต่อภายหลังจากงานเก็บรายละเอียดบนตัวรถ เป็นเวลาอีกประมาณ 1 ชั่วโมง
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- |